วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วันมาฆบูชา

            มาฆบูชา เป็นวันสำคัญของพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นวันเกิดพระธรรมถือ
ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้า ได้ประกาศ หลักธรรม คำสั่งสอนของพระองค์เพื่อให้พระอรหันต์ทั้งหลาย 
ที่มาประชุมกันในวันนั้น นำไปเผยแผ่
  
วัน"มาฆบูชา" เป็นวันบูชาพิเศษที่ต้องทำในวันเพ็ญเดือนมาฆะหรือในวันที่พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ (ซึ่งโดยปกติทำกันในกลางเดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือเดือนแปดสองแปด ก็เลื่อนไปกลางเดือน ๔)ถือกันว่าเป็นวันสำคัญเพราะวันนี้ เป็นวันคล้ายกับ วันประชุมกันเป็นพิเศษ แห่งพระอรหันตสาวก โดยมิได้มีการนัดหมายซึ่งเรียกว่าวัน จาตุรงคสันนิบาต ซึ่งได้มีขึ้น ณ บริเวณเวฬุวันมหาวิหาร หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เป็นเวลานับได้ ๙ เดือน วันนี้เอง ที่พระพุทธองค์แสดง "โอวาทปาฎิโมกข์" ซึ่งถือกันว่า เป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
              จาตุรงคสันนิบาต คือ การประชุมพร้อมด้วยองค์ ๔ คือ ๑.วันนั้น เป็นวันมาฆปูรณมี คือวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำกลางเดือนมาฆะ จึงเรียกว่า มาฆบูชา ๒.พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย (สาเหตุของการชุมนุม๓.พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ ประเภทฉฬภิญญา คือได้ อภิญญา ๖   ๔. พระภิกษุ เหล่านั้น ทั้งหมด ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง (เอหิภิกฺขุอุปสมฺปทา)
              
     

            โอวาทปาฏิโมกข์ เป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึง จุดหมาย หลักการ และวิธีการ ของพระพุทธศาสนาไว้อย่างครบถ้วน๑.จุดหมายของพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน (นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา)         ๒.หลักการของพระพุทธศาสนา คือ ต้องมีความอดทน ในการฝึกตนเอง เพื่อบรรลุจุดหมาย(ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา) ต้องประกอบด้วย
     
ก. ไม่ทำความชั่วโดยประการทั้งปวง ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ (สพฺพปาปสฺส อรกณํ)
     
ข. ทำความดีทั้งทางกาย วาจา และใจ(กุสลสฺสูปสมฺปทา)การไม่ทำความชั่วนั้น จะเรียกว่า เป็นคนดียังไม่ได้ การเป็นคนดี จะต้องทำความดี ทั้งทางกาย วาจา ใจ มิฉะนั้นแล้ว คนปัญญาอ่อน คนเป็นอัมพาต  ก็จะเป็นคนดีไปหมด
     
ค. การชำระจิตใจให้สะอาด ผ่องใส สงบ (สจิตฺตปริโยทปนํ)
๓.วิธีการที่จะบรรลุจุดหมาย คือ ต้องฝึกอบรมตนแบบต่อเนื่อง ให้เกิดมรรคสามัคคีคือ อริยมรรค มีองค์ ๘ ** รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๘ เกลียว หรือให้มี ศีล สมาธิ และปัญญา รวมพลังกัน เหมือนเชือก ๓ เกลียว พัฒนากาย วาจา ใจ ให้พูดดี ทำดี คิดดี ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือ ราคะ โมสะ โมหะไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลส ตัณหา หรือความใคร่ ความอยากมี อยากเป็น แบบมืดบอด ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ที่มันเป็นไปไม่ได้ เช่น ไม่อยากเป็นคนเสื่อมลาภ,ยศ,สรรเสริญ,สุข เป็นต้น โดยอาศัยวิธีการดังต่อไปนี้.
     
ก. ฝึกวาจา ระวังเสมอ มิให้กล่าวคำเท็จ คำหยาบ คำส่อเสียด คำเพ้อเจ้อ (อนูปวาโท)
     
ข. ฝึกกาย ระวังเสมอมิให้มีการฆ่า ทำลายชีวิต ตลอดจนถึงการเบียดเบียนทางกาย(อนูปฆาโต)
     
ค. ละเว้นข้อที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสห้ามไว้ และทำตามข้อที่พระพุทธองค์อนุญาต (ปาฎิโมกฺเข จ สํวโร)
     
ง. รู้จักประมาณในการบริโภค อาหาร ตลอดจน รู้จักประมาณในการใช้สอยปัจจัย
 (มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺสมึ)      
                     จ. ฝึกตนอย่างจริงจัง ในที่ที่สงัดจากสิ่งรบกวน (ปนฺตนฺ จ สยนาสนํ)
     
ฉ. ภาวนาอยู่เสมอ คือ พัฒนาตนเองให้พ้นจากอำนาจของกิเลสตัณหาการภาวนา หมายถึง การใช้ทั้งสมาธิ และวิปัสสนา แก้ปัญหา หรือจัดการกับกิเลส(อธิจิตฺเต จ อาโยโค)เป็นการตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอมิให้จิตใจเศร้าหมอง ให้จิตใจผ่องใสอยู่เสมอ(สจิตฺตปริโยทปนํ)จุดหมาย หลักการ และวิธีการที่พระพุทธเจ้าได้ประกาศไว้จะเป็นไปด้วยดี และบรรลุวัตถุประสงค์ที่พระพุทธเจ้าทรงมุ่งหมายไว้นั้น พระองค์ได้ย้ำเตือนไว้ว่าจะต้องปฏิบัติตนให้เป็นอย่างบรรพชิต และเป็นอย่างสมณะ คือ เว้นจากความชั่วทุกประการและเป็นผู้ปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่าง เพื่อระงับบาปอกุศล ได้แก่ ผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นอริยบุคคลทั้งไม่เบียดเบียนและไม่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนแก่คนที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบทั้งหลาย(น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต)
สัมมาทิฏฐิ
 ความเห็นชอบ
สัมมาสังกัปปะ
ความดำริชอบ
สัมมาวาจา
การพูดจาชอบ
สัมมากัมมันตะ
 การทำงานชอบ
    สัมมาอาชีวะ
  การเลี้ยงชีวิตชอบ
สัมมาวายามะ
     ความพากเพียรชอบ
สัมมาสติ
ความระลึกชอบ
สัมมาสมาธิ
  ความตั้งใจมั่นชอบ

 อภิญญา
อภิญญา คือความรู้อันยอดยิ่งมี ๖ ประการได้แก่ ๑.แสดงฤทธิ์ได้(อิทธิวิธิ)
๒.หูทิพย์(ทิพยโสต) ๓.รู้จักกำหนดใจผู้อื่น(เจโตปริยญาณ) ๔.ระลึกชาติได้(ปุพเพนิวาสานุสติญาณ) ๕.ตาทิพย์(ทิพยจักษุ)
๖.ทำอาสวะกิเลสให้สิ้นไปคือญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย(อาสวักขยญาณ)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น